Searh

2553-02-27

มาจำแนกประเภทอาชญากรรมกัน

อาชญากรรมเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของทุกสังคม แต่อาจมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของสังคมนั้นๆ


เนื่องจากสังคมได้พัฒนาตนเองไปไม่หยุดยั้ง รูปแบบอาชญากรรมพัฒนามากขึ้นหลากหลาย ซับซ้อนมากขึ้น

มีการเอาลักษณะของก.ประกอบธุรกิจ/ เทคโนโลยีรูปแบบต่างๆมาผสมผสานกับการกระทำผิดจนยากในการบังคับใช้กฎหมาย

บางครั้งมีการดำเนินงานเป็นเครือข่าย

การจำแนกประเภทอาชญากรรมในสังคมโดยจำแนกตามลักษณะพฤติกรรมของอาชญากรรม มีดังนี้

1. Occasional crime เกิดโดยไม่เจตนาที่จะฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ บางครั้งไม่รู้สึกว่าตนได้ก่ออาชญากรรม เช่น ป้องกันตัวเกินสมควรแก่เหตุ ถ้าวิเคราะห์เชิงกฎหมายอาญาคนประเภทนี้ยังไม่ควรเรียกอาชญากรเนื่องจากขาดเจตนาร้าย

2. Habitual crime มักเกิดจากบุคคลที่ ไม้สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสังคมได้ แม้ถูกลงโทษก็จะกลับมาทำผิดซ้ำอีก

3. Street crime อาชญากรรมธรรมดา หรือ อาชญากรรมพื้นฐาน มีในทุกสังคมตั้งแต่โบราณเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตน เช่น ลักทรัพย์

4. Violent crime อาชญากรรมที่ใช้ความรุนแรง

5. Professional crime มักแฝงตนอยู่ในสังคมเมืองที่มีชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบาย มีการใช้เทคนิค ความชำนาญ ไม่นิยมปฏิบัติด้วยความรุนแรง

6. Political crime มีการบริหารงานของกลุ่มอาชญากรรม ได้รับอิทธิพลทางการเงิน อภิสิทธิ์บางอย่าง ได้แก่ การกบฏ การกระทำที่เป็นความผิดต่อความมั่นคง วงการเมืองเองก็มีการกระทำผิดทางเศรษฐกิจปนอยู่มาก มักดำรง 2 ฐานะ คือ ฐานะที่ได้รับเลือกมาจากความไว้วางใจของประชาชน และฐานะของโจรใส่สูท

7. White collar crime มักเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีหน้าตา ฐานะในสังคม เรียกอีกชื่อว่า occupational crime ถือเป็นการทำผิดต่อความไว้วางใจ

8. Organized crime คณะบุคคลรวมตัวเข้าเป็งองค์การ มีการดำเนินงานอย่างเป็นแบบแผน แบ่งหน้าที่ประกอบกิจการที่ผิดกฎหมายเพื่อให้ได้เงินมาจากการทุจริต เป็นอาชญากรรมประเภทร้ายแรง สังคมมีปฏิกิริยาต่อต้านพฤติกรรมดังกล่าว แต่กมฎหมายเอื้อมไม่ถึง เนื่องจากมีอิทธิพลทางการเงิน การเมือง มักพัฒนาเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ


^^ โฮ่ๆ ยังพอจำได้ หวังว่าอาจารย์คงจะให้เกรด A อีกครั้งนะคะ

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com


อ้างอิง : อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ , วีระพงษ์ บุญโญภาส

2553-02-26

ผลเพียรแห่งการเรียนเปรียบเทียบ 2

กฎหมายเปรียบเทียบ (Comparative Law) เป็นวิชาที่มีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน

ศูนย์กลางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพของประเทศไทยในขณะนี้คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การตั้งชื่อวิชาว่า “กฎหมายเปรียบเทียบ” อาจจะสื่อ concept ของวิชาที่ผิดไป เพราะการเรียนวิชานี้จะให้ความสำคัญเน้นหนักไปที่วิธีการเปรียบเทียบเสียมากกว่า (methodology) ดังนั้นเป้าประสงค์ของการศึกษาก็เพื่อที่ทราบว่า เมื่อเกิดปัญหากฎหมายหนึ่งๆขึ้น ต่างประเทศ หรือ ประเทศที่ใช้กฎหมายต่างระบบเขามีวิธีการแก้ไขกันอย่างไร จริงอยู่ที่วิธีการดังกล่าวเป็นไปเพื่ออำนวยความยุติธรรมในสังคมไม่ต่างกัน แต่อย่างไรเสียเมื่อมันคือหนึ่งในบรรดานิติวิธีที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละระบบกฎหมาย เราจึงละเลยความเฉพาะตัวนั้นไม่ได้ เพื่อที่จะทราบถึงข้อดี ข้อเสีย อันจะนำไปสู่การเปิดโลกทรรศน์และพัฒนากฎหมายในทางที่ถูกที่ควรต่อไป
นิติวิธี คือ แนวความคิด หรือ ทัศนคติของนักกฎหมายที่มีต่อบ่อเกิด การเรียน การใช้ การสอน และ การบัญญัติกฎหมาย
การที่จะสามารถวิเคราะห์วิจารณ์วิธีการของในระบบกฎหมายหลัก คือ Civil Law System และ Common Law เราจำต้องรู้ที่มาของนิติวิธีเสียก่อน

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com


 Civil Law

ในสมัยโรมัน ก็คือ ius civile หรือ กฎหมายของพลเมืองโรมัน อันเป็นจารีตประเพณีที่ศักดิ์สิทธิ์แฝงไปด้วยหลักเหตุผล กล่าวอีกนัยหนึ่งเราอาจเรียกได้ว่าเป็น ius naturale
แม้จะได้มีการบันทึกลงแผ่นทองแดงเป็น XII Tabularum ความศักดิ์สิทธิ์ก็ยังคงไม่จางหาย บรรดาพลเมืองต่างยึดถือกฎหมายลายลักษณ์อักษรนี้อย่างเคร่งครัดเพราะถือเป็นตัวแทนของเหตุผลนั่นเอง เมื่อจิตวิญญาณของตัวอักษรคือเหตุผล ตัวอักษรและเหตุผลย่อมไม่อาจแยกจากกันได้ นำไปสู่การตีความกฎหมายแบบตรรกวิทยาแล้วกลายเป็นตีความตามตัวอักษรพร้อมเพรียงกับเจตนารมณ์ไปในที่สุด
ในยุคศตวรรตที่ 12-13 กฎหมายโรมันในส่วน Digest แห่งประมวลกฏหมายของจัสติเนียน (Corpus iuris civilis)ได้ถูกนำกลับมาศึกษาใหม่ด้วยนักวิชาการ นักศึกษาในมหาวิทยาลัย Bologna (Glossators) พวกเขามีความเชื่อว่ามันเป็น คัมภีร์แห่งสติปัญญา (Ratio scripta) ที่จะช่วยนำพาสังคมไปสู่ความรุ่งโรจน์ได้ ทั้งนี้การศึกษาของพวกเขาจะเป็นในลักษณะของภาษาศาตร์ เช่น วากยสัมพันธ์ ดูบริบท เป็นต้น
ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ตอนต้น ลัทธิกฎหมายธรรมชาติมีอิทธิพลส่งเสริมให้มีการศึกษากฎหมายโรมันแบบวิภาษวิธีโดยพวก Post glossators หรือ Commentators ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความมีเหตุผลของกฎหมายโรมันยังคงเป็นที่ยอมรับและตกผลึกกลายเป็นศาสตร์แห่งกฎหมายตลอดจนเกิด Civil law system ในที่สุด
ศตวรรตที่ 18 เกิดการบัญญัติประมวลกฎหมายขึ้น (ประมวลกฎหมายแพ่งของประเทศฝรั่งเศส) เนื่องจากอิทธิพลของลัทธิภูมิธรรมนิยม ความเชื่อในอำนาจอธิปไตย และความเชื่อที่ว่ากฎหมายคือเครื่องกำหนดวิถีชีวิตและสังคมใหม่ แต่เหตุผลในกฎหมายยุคนี้มีลักษณะที่เป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ลัทธิกฎหมายบ้านเมืองจึงยิ่งทวีความสำคัญ มีการตีความกฎหมายเคร่งครัดตามตัวอักษร (ประเทศฝรั่งเศษต้องการล้มเลิกอำนาจแบบเก่าจึงมีการห้ามศาลตีความเกินเลยากตัวอักษร) จนศตวรรตที่ 20 เกิดการต่อต้านโดยสำนักกฎหมายอิสระทำให้มีการตีความตามสำนักประวัติศาสตร์ คือ ดูเจตนารมณ์ควบคู่ด้วย สำนักกฎหมายบ้านเมืองจึงค่อยๆเสื่อมความสำคัญไป เห็นได้จากประมวลกฎหมายประเทศเยอรมรี ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ให้มีการคำนึงเจตนารมณ์ในการใช้กฎหมายด้วย

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com



 Common Law

ในยุคศตวรรตที่ 5-6 พวก Anglo-Saxon เข้าครอบครองเกาะอังกฤษ ทำให้เกิดมีกฎหมายจารีตปรเพณีมากมาย
ยุคกลางประมาณศตวรรตที่ 11 พวก Norman ได้เข้าครอบครองเกาะอังกฤษและได้จัดตั้งศาลหลวงขึ้นเพราะรังเกียจในกฎหมายจารีตประเพณีท้องถิ่นของบรรดาศาลท้องถิ่น ศาสนา และขยายอำนาจไปจนทั่วราชอาณาจักรโดยมีวิธีแก้ไขปัญหากฎหมายแบบใช้เหตุผลเข้าจับเอาข้อเท็จจริงเกิดเป็น ratio decidendi ขึ้น เมื่อเกิดมีข้อพิพาทที่มีข้อเท็จจริงลักษณะเดียวกันภายหลังก็จะเจริญรอยการตัดสินเหมือนที่ได้เคยวางหลักไว้แล้ว เกิดเป็น Doctrine of Precedent หรือ Stare decisis หรือ ลัทธิคดีบรรทัดฐานขึ้น มีบรรดาพวกขุนนางไม่พอใจในการจัดตั้งศาลนี้จึงมีการประนีประนอมกันจนได้โดยให้ต่างฝ่ายต่างกลับไปฐานะเดิม ศาลหลวงให้ตัดสินได้เฉพาะคดีที่เคยออกหมายเรียกและคดีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเท่านั้น ในยุคนี้กฎหมายบัญญัติมีไม่มาก การตีความเป็นไปแบบเคร่งครัด การตัดสินคดีของศาลหลวงจึงผูกพันกับวิธีพิจารณาและคดีบรรทัดฐาน
จนกระทั่งศตวรรตที่ 15 หลักกฎหมายของศาลหลวงเข้าสู่ความไม่สอดคล้องกัน ประจวบกับลัทธิเทวสิทธิ์และชัยชนะของกษัตริย์ที่มีอยู่เหนือขุนนาง จึงได้มีการตั้งศาล Equity หรือ Chancery ขึ้นซึ่งมีการนำเอาหลัก Equity, Canon Law, Roman Law มาปรับใช้โดยคำนึงถึงความยุติธรรมและประโยชน์สุขเป็นหลัก สมัยนี้มีการออกกฎหมายลายลักษณ์อักษรมากขึ้น เช่น พวกพระราชบัญญัติ มีการตีความโดยคำนึงเจตนารมณ์ เพื่อสอดคล้องกับหลักที่ว่า เจตน์จำนงของกษัติรย์ คือ กฎหมาย
ศตวรรตที่ 17 เพราะการที่ศาล Common Law ถูกรอนอำนาจจากศาล Chancery และลัทธเสรีนิยม ศาลจึงเข้าร่วมกับรัฐสภาคานอำนาจของกษัติรย์ โจมตีหลัก Equity ว่าอาจก่อให้เกิดการที่ศาลใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจได้
จากผลของการคานอำนาจครั้งนี้ กอปรกฎบัตรแมกนาคาตาร์ และการสู้รบระหว่างศาลและฝ่ายบริหาร จึงทำให้ศาล Common Law มีอำนาจพิจารณาคดีเอกชน และคดีที่เกี่ยวกับการกระทำของฝ่ายบริหาร ตลอดจนทำให้หลัก Equity ของศาล Chancery มีความไม่ยืดหยุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ การตีความกฎหมายกลับมาเป็นแบบเคร่งครัดเหมือนเดิม
ศตวรรตที่ 18 ชนชั้นพ่อค้าได้เข้ากุมรัฐสภาได้ มีการออกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมาย Common Law แต่ศาล Common Law ยังคงอิดเอิ้อนการใช้ในกรณีขัดต่อเหตุผล หรือ ความรู้สึกของมหาชน จนกระทั่งถูกบีบบังคับจากรัฐสภาให้ทำการใช้ จึงมีการตีความแบบเคร่งครัดไม่สนใจเจตนารมณ์ เพื่อจักได้ใช้กฎหมาย Common Law ของตนต่อไป เพราะมีความเชื่อว่าหลักกฎหมายที่เกิดจาก ratio decidendi สูงส่งที่สุดแล้ว ศาลไม่ได้มีหน้าที่ทำให้กฎหมายบัญญัติสมเหตุสมผล ศาลเป็นแต่เพียงผู้แสดงความหมายตามธรรมดาอักษรของกฎหมายบัญญัติเท่านั้น อักษรย่อมแสดงความหมายชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว (เห็นได้จากตำราของ Maxwell)
เมื่อยุคสมัยผ่านไปเกิดการพัฒนาของฝ่ายนิติบัญญัติ การปฏิรูปกฎหมาย ลัทธิประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม แนวคิดของ Jeremy Bentham กฎหมายบัญญัติจึงทวีความสำคัญและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นโดยเฉพาะในโลกปัจจุบัน การตีความแบบเคร่งครัดจึงมีการผ่อนคลายลง และได้รับการวิจารณ์อย่างมาก เห็นได้จากคำกล่าวของ Lord Denning ปี 1949 ที่ว่า... มนุษย์ไม่อาจคาดหมายเหตุการณ์ทั้งปวงในอนาคตได้ หรือ ต่อให้คาดหมายได้ก็ไม่อาจออกกฎหมายให้มีความหมายที่ชัดเจนครอบคลุม ภาษาอังกฤษไม่ใช่สูตรคณิตศาสตร์ ดังนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทจึงไม่ควรโทษผู้บัญญัติแต่เพียงฝ่ายเดียว ต้องตีความโดยคำนึงเจตนารมณ์ด้วย... หรือ จากคำวิจารณ์ของ Roscoe Pound ที่ว่า... ศาลอังกฤษทำตัวแย่ที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าบทบัญญัติของฝ่ายนิติบัญญัติ...
ผลของ Judicature Act 1873-1875 ทำให้ศาลใช้ Equity คู่กับ Common Law ได้
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อประเทศอังกฤษเข้าร่วมประชามคมยุโรปก็ได้รับอิทธิพลแบบกฎหมาย Civil Law มากขึ้น

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com


 นิติวิธี

จากความเป็นมาทำให้เกิดนิติวิธีแห่งระบบ Civil Law และ Common Law ที่เป็นแบบฉบับของตนคือ
1. CiviL Law มีที่มาจากความไม่รังเกียจจารีตประเพณี ต่างจาก Common Law
2. CiviL Law กฎหมายลายลักษณ์อักษรถือเป็นบ่อเกิดรากฐานแห่งกฎหมายลำดับแรก ตามติดมาด้วยจารีตประเพณี (ทว่าบางครั้งจารีตประเพณีก็กลายมาเป็นเกิดคู่
หลักกฎหมายทั่วไป คือ หลักกฎหมายที่สากลยอมรับ มีค่าเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ เช่น หลักสุจริต
ในประเทศ Civil Law ที่มิได้มีบทมาตรากล่าวให้ใช้หลักกฎหมายทั่วไป จะมีทางออกโดยการอ้างหลักเหตุผลทั่วไปเบื้องหลังกฎหมาย
*น่าสังเกตว่า กฎหมายจึงมิใช่ตัวบทกฎหมาย เพราะตัวบทกฎหมายมิใช่กฎหมาย เป็นแค่หนึ่งในบรรดาบ่อเกิดของกฎหมาย กฎหมายที่แท้จริงคือ หลักเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก

Common Law คำพิพาษาเป็นบ่อเกิดรากฐานของกฎหมาย หลักกฎหมายจะเกิดภายหลังข้อเท็จจริงเป็นรายเรื่องรายคดี ความเห็นของผู้พิพากษาชื่อดังมีอิทธิพลราวคัมภีร์กฎหมาย รองลงมาเป็นกฎหมายบัญญัติ จารีตประเพณี ความเห็นของนักนิติศาสตร์
3. ใน CiviL Law คำพิพากษาเป็นแค่ตัวอย่างของการปรับใช้การปรับใช้กฎหมาย เป็นเครื่องช่วยอธิบายตัวบทให้แจ่มกระจ่าง จึงไม่ใช่ที่มาของกฎหมาย อย่างไรเสีย ก็ใช่ไม่ว่าโดยสิ้นเชิง ในความเป็นจริงคำพิพากษาก็มีอิทธิพลและอาจเป็นแนวทางในการบัญญัติกฎหมายต่อไปได้ ดังความเห็นของ Zwegert ที่บอกว่า ยังไงเสีย Civil Law system ก็ไม่ได้ละทิ้งคำพิพากษาในฐานะบ่อเกิดเสียทีเดียว แตกต่างจาก Common Law
4. กฎหมายของระบบ Civil Law คือ บรรทัดฐานความประพฤติของสังคมที่มีลักษณะเป็นหลักเกณฑ์กว้างแบบทั่วไป ไม่ลงลายละเอียดปลีกย่อยเหมือนระบบ Common Law จึงไม่มีลักษณะของกฎหมายเฟ้อ (Inflation of law) ระบบ Civil Law เปิดโอกาสในศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้เพื่อความยืดหยุ่น โดยมีกฎหมายบัญญัติและคำพิพากษาบรรทัดฐานเป็นกรอบในการใช้ดุลพินิจของศาล
มองในมุมนักกฎหมาย Civil law จะพบว่า กฎหมายของ Common Law เป็นรายละเอียดเชิงลึก ไม่ใช่กฎหมายอย่างแท้จริง แต่หากมองในมุมกลับจะพบว่า กฎหมายของ Civil Law เป็นแค่กฎเกณฑ์ทางศีลธรรมเท่านั้น หลักกฎหมายที่มีรายละเอียดถี่ถ้วนเหมาะสมที่สุดในการปิดกั้นความอยุติธรรมที่เกิดจากการใช้ดุลพินิจสุดโต่งของศาล
5. CiviL Law การใช้กฎหมาย เป็นการปรับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเข้ากับตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว แบบละเอียดรอบคอบ ในลักษณะไม่ทำลายความเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป
Common Law กฎหมายจะถูกสร้างภายหลังข้อเท็จจริงเป็นการเฉพาะรายไป มีหลัก Stare decisis แต่ก็มี Doctrine of Distinction เป็นข้อยกเว้น (ratio decidendi มีค่าบังคับให้เดินตาม แต่ obiter dictum ไม่)
6. ทฤษฎีการตีความของ Civil Law System ในปัจจุบัน มี การตีความตามหลักภาษา และการตีความตามหลักเหตุผลตามตรรก ซึ่งไม่อาจแยกจากกันได้ต้องตีความตัวอักษรควบคู่เจตนารมณ์ เพราะกฎหมายคือระบบของเหตุผลนั่นเอง เพื่อให้เห็นภาพขอยกตัวอย่างประมวลกฎหมายแพ่งของเยอรมนี (BGB) ที่วางหลักในการตีความว่า ธรรมดาต้องตีความตามตัวอักษรในความหมายธรรมดาคู่ไปกับเหตุผลตามธรรมดา แต่เมื่อกรณีเป็นที่สงสัยก็จะมีการตีความโดยพึ่งพิงประวัติศาสตร์ หาเจตนารมณ์จากตัวบทที่เชื่อมโยงด้วย มีหลักกฎหมายทั่วไปช่วยเกื้อหนุนทำให้กฎหมายไม่ค่อยล้าสมัย ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ่อยๆ ทั้งสามารถตีความหลักกฎหมายทั่วไปเป็นหลักกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ หากไม่มีเหตุผลพิเศษห้ามเอาไว้

Eugen Huber ก็เคยได้กล่าวไว้ว่า เดิมมีการตีความตามตัวอักษรธรรมดา พอสังคมเปลี่ยนกฎหมายเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นก็มีการตีความแบบวากยสัมพันธ์ บริบทเข้ามา จนกระทั่งนำเอาเจตนารมณ์มาตีความพร้อมไปด้วยในตอนสุดท้าย

Common Law มีการตีความ 3 รูปแบบหลัก
- ตีความตามตัวอักษร ใช้กับกรณีกฎหมายบัญญัติของรัฐสภา
- ตีความเล็งผลเลิศ กรณีตีความตามตัวอักษรแล้วมันขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของกฎหมายเสียจนเกินไป
- ตีความแก้ไขข้อเสีย ใช้กับกรณีกฎหมายบัญญัติของรัฐสภาที่ออกมาแก้ไขข้อบกพร่องของ Common Law คือ ตีความดูเจตนารมณ์ด้วย

7. Civil Law มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบทฤษฎี ปูทางด้วยตำรับตำรา จากนักวิชาการในมหาวิทยาลัย คือ มีลักษณะเป็นแบบเหตุผลนิยม ระบบกฎหมายนี้ได้รับการพัฒนาจากนักนิติศาตร์จึงมีโครงสร้างเป็นระเบียบสอดคล้องกัน
อาจกล่าวได้ว่าระบบ Civil Law เป็นระบบแบบแผนแห่งรูปแบบกฎหมายบัญญัติเชิงสารบัญญัติและเป็นระบบกฎหมายของนักนิติศาสตร์

Common Law มีรูปแบบการสอนด้วยคำพิพากษา เป็นโรงเรียนสอนกฎหมาย เน้นการสั่งสมประสบการณ์ในการแยกแยะข้อเท็จจริง เรื่องใดไม่มีค่อยหันกลับไปหากฎหมายบัญญัติ คือ มีลักษณะเชิงประสบการณ์นิยม ระบบกฎหมายนี้ได้มีการพัฒนาโดยนักปฏิบัติอย่างศาล และ เนติบัณฑิตยสภา จึงเป็นการพัฒนาแบบเป็นไปเอง มี Inflation of Law และโครงสร้างไม่ค่อยเป็นระบบระเบียบ จนเคยมีคำกล่าวว่าเป็นระบบแบบ Judge Made Law แต่ช่วงศตวรรตที่ 18 ได้มีการออกมาไขโดย John Holt ว่าอันที่จริงแล้วเป็นแบบ Judge Declared Law ต่างหาก

ไม่ว่าระบบนิติวิธีจะต่างกันแค่ไหน หากสอดคล้องกับปัญหากฎหมายและอำนวยความยุติธรรมได้ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เรียกว่า แตกต่างได้แต่ไม่แตกแยก

อ้างอิง : นิติวิธีในระบบซิวิลลอร์และคอมมอนลอว์ , กิตติศักดิ์ ปรกติ

2553-01-30

ผลเพียรแห่งการเรียนเปรียบเทียบ

วิชากฎหมายเปรียบเทียบ...วิชานี้ผู้เขียนตั้งใจลงเรียนโดยเฉพาะเพราะชื่นชอบใตัวอาจารย์ผู้สอน

ด้วยความที่เป็นวิชาเลือก ก็ไม่ได้คาดหวังจะได้พบอะไรแปลกตาตื่นใจมากนัก

...แต่หลังจากที่เข้าเรียนแล้ว ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไงดี

เอาเป็นว่า คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ที่ได้ลงเรียน รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com


ถ้าหากไม่ได้ลงแล้วล่ะก็ คงไม่มีทางได้เปิดโลกทรรศน์สุดๆแบบที่ไม่เคยมาก่อน 0,o!

เนื้อหาและวิธีการสอนเหมือนใบเบิกทางเปิดกะลาครอบกบตัวเขียวอย่างผู้เขียนให้ออกไปสู่โลกกว้าง

ที่ชอบสุดๆ คือ การได้รู้ว่า "ระบบ Civil Law ไม่ใช่ระบบกฎหมายนะนิสิต"

ทำเอางงไปพักหนึ่งเลยทีเดียว รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com


....ตายๆ นี่เราเข้าใจผิดกันมากี่ปีแล้วเนี่ย..ดีนะไม่ไปรู้ตอนแก่

เหตุผลที่ระบบ Civil law ไม่ใช่ระบบประมวลกฎหมายนั้น ต้องเริ่มทำความเข้าใจเสียก่อนว่า Civil law หมายความว่าอย่างไร?

ความหมายของ Civil Law สามารถแยกได้เป็น 2 นัย

นัยแรก คือ กฎหมายของพลเมืองโรมัน ที่แต่เดิมในสมัยโรมันเรียกว่า ius civile (ius แปลว่า กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วน civile มาจากคำว่า cives แปลว่า พลเมืองค่ะ เมื่อรวมทั้ง 2 คำเข้าด้วยกันจึงได้ความว่า กฎหมายของพลเมืองนั่นเอง)

กฎหมายนี้โดยหลักแล้วมีเนื้อหาสาระเป็นกฎหมายแพ่ง เพราะในสังคมยุคสมัยโรมันยังไม่มีความสลับซับซ้อนอะไรมากนัก

การติดต่อซื้อขายในรูปแบบยุ่งยากอย่างปัจจุบันยังไม่มี จึงมักออกมาเป็นแต่ในเรื่องกฎหมายที่ใช้กับคนตั้งแต่เกิดจนตาย หรือ กฎหมายแพ่งนั่นเอง

แม้ว่าจะมีการพัฒนา หรือ ถูกจัดรวบรวมเป็นในหลายรูปแบบ เช่น ประมวลกฎหมาย 12 โต๊ะ ประมวลกฎหมายของจักรพรรดิจัสติเนียน แต่ความเป็นกฎหมายแพ่งก็ยังไม่แปรเปลี่ยนไป

นัยที่ 2 หมายถึง ระบบประมวลกฎหมายที่สืบสายมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งระบบนี้เป็นผลพวงจากการศึกษาพัฒนากฎหมายโรมันโดยเฉพาะในส่วน Digest ของประมวลกฎหมายจัสติเนียนโดยพวก Glossators และ Commentators เมื่อประมาณ C12


เมื่อเราได้ทราบความหมายแล้วจะพบว่า การจัดทำประมวลกฎหมายมิได้เป็นเงื่อนไขที่บอกว่าตกอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายแบบ Civil Law แต่อย่างใด

เงื่อนไนของการเป็น Civil Law คือ กฎหมายนั้นเป็นกฎหมายที่สืบสายมาจากกฎหมายโรมันหรือไม่ต่างหาก !!!

เห็นได้จากการที่ประเทศที่ตกอยู่ภายใต้ระบบกฎหมาย Civil Law ก็มีประเทศที่ไม่จัดทำประมวลกฎหมาย

แต่ความเข้าที่ผิดเพี้ยนของพวกเราส่วนมากเกิดมาจากการที่ประเทศที่ตกอยู่ภายใต้ระบบกฎหมาย Civil Law

มักมีประมวลกฎหมายนั่นเอง...

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com


(>,< ดีนะที่ตั้งใจเข้าเรียนทุกครั้ง )

สรุปแล้ว บทความนี้สอนให้รู้ว่า อย่าดูถูกสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีคุณค่า เพราะสิ่งที่เราเห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด จ้า----555

อ้างอิง : รศ.ดร. ศนันท์กรณ์ โสตถิพันธุ์, ตำราเรียนวิชากฎหมายเปรียบเทียบ และคำบรรยาย ปีการศึกษา 2552 , Chulalongkorn University

2553-01-29

กฎหมาย คือ อะไร ?

กฎหมาย คืออะไร

กฎหมาย กฎหมาย กฎหมาย คำๆนี้วนเวียนอยู่รอบตัวเราเสมอทุกวี่วัน จนกลายเป็นธรรมชาติแวดล้อมไปแล้วโดยที่พวกเราทุกคนไม่รู้ตัว
กฎหมาย เป็นคำที่ฟังแล้วสามารถเข้าใจกันได้ทันที แต่หากจะให้นิยามแล้วล่ะก็ คงต้องขอเวลาชั่วครู่...( o,O !)

... แม้แต่ผู้เขียนเองเมื่อประมาณกลางปีที่แล้วโดยไม่ทันตั้งตัวจริงๆ ในคาบเรียนสัมมนากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เขียนก็ได้รับคำถาม กฎหมายคืออะไร ?? จากอาจารย์ผู้สอน ...อย่างจังงง รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
!...เล่นเอาแทบตั้งตัวไม่ติด ท้ายที่สุดแล้วคำตอบก็เล็ดรอดออกมาจากสมองน้อยๆของตัวเอง คือ... คำสั่งคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์ ว่าแล้วก็รู้สึกอับอายขายขี้หน้าเล็กน้อย เป็นความหมายที่ผิดงั้นหรือ ? ไม่ใช่...แต่เมื่อประเมินค่ากับฐานะนักเรียนกฎหมายแล้วเราควรสามารถให้คำนิยามได้ดีกว่านี้ T .T…งั้นก็ขอแก้ตัวกับท่านอาจารย์ในวันนี้เสียเลย

กฎหมาย คือ กฎ หรือ ระเบียบที่ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุด หรือรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้บัญญัติขึ้นเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคม หากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมได้รับโทษ

นอกจากนี้กฎหมายต้องมีลักษณะ 6 ประการคือ

1.ต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับเพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ มิใช่เป็นการประกาศชวนเชิญเฉย ๆ (แบบขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องงดเหล้าเข้าพรรษาเพื่อเป็นบุญกุศลส่งเสริมตนในชาติหน้า อันนี้ไม่ใช่กฎหมายนะ)

ทั้งนี้โดยมิวัตถุประสงค์เพื่อประคับประคองสันติสุขแห่งสังคม

2. ต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ (ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน อาจเป็นในรูปหมู่คณะก็ได้) ดังนี้ รัฎฐาธิปัตย์จึงไม่ต้องพิจารณาถึงที่มาหรือลักษณะการได้อำนาจว่าจะได้อย่างไร

3. ต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป คือ ใช้กับทุกผู้ทุกคนอย่างเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติว่า กฎหมายนี้ใช้แต่กับผู้หญิง หรือ ผู้ชายเท่านั้น ทั้งนี้คำว่า เสมอภาค หมายรวมถึงกรณีที่บังคับใช้กับบุคคลที่อยู่ในฐานะ หรือ เงื่อนไขอย่างเดียวกัน โดยเท่าเทียมกันด้วย เพราะ บางกฎหมายก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ออกมาเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกผู้นะคะ

4. บัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลตามกฎหมายปฏิบัติตาม (เพราะบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมความประพฤติของมนุษย์ และที่สำคัญมีแต่มนุษย์ที่เข้าใจภาษามนุษย์ :P) อย่างไรก็ดีแม้จะไม่ใช้บังคับแก่สัตว์ แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมมิให้สัตว์ก่อความเสียหายหรือความเดือดร้อนรำคาญ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจเป็นช่องโหว่ของกฎหมายที่มนุษย์จะอาศัยสัตว์ในการกระทำความผิด หรือ ปฎิเสธความรับผิดชอบของอันพึงมีตนในฐานะเจ้าของสัตว์ได้

ดังนี้จึงมีกฎหมายที่กำหนดความรับผิดไว้กับบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่ปล่อยปละละเลยสัตว์ของตนด้วย เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 บัญญัติว่า “ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้คำเสียหายทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย”

5. ต้องมีสภาพบังคับ (SANCTION) เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

6. เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น คือ ต้องสอดคล้องกับขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประจำถิ่นนั้น

ยกตัวอย่างเช่น เทศบาลเมืองเชียงรายจะออกเทศบัญญัติให้ประชาชนในท้องถิ่นสร้างบ้านเรือนถอยร่นจากชายหาดไป 20 เมตร อันนี้ก็คงไม่ได้ เพราะ ที่เชียงรายไม่มีทะเล >,<


มีข้อควรสังเกตว่า เมื่อกฎหมายประกาศมีผลบังคับใช้แล้วก็ใช้ได้ตลอดไป จนกว่าจะถูกแก้ไขเพิ่มเติมหรือถูกยกเลิก หากไม่มีการยกเลิกก็มีผลบังคับใช้ได้เสมอ ดังสุภาษิตที่ว่า “นกฎหมายนอนหลับบางคราวแต่ไม่เคยตาย” (THELAW SOMETIMESSLEEP, NEVER DIE) นอกจากนี้กฎหมายที่ดีควรมีลักษณะยืดหยุ่นได้ คือ ปรับเปลี่ยนไปตามเวลาและสถานการณ์ได้ด้วย


เมื่อเปรียบเทียบกับกฎเกณฑ์แห่งศีลธรรมแล้ว จึงพบว่ามีลักษณะที่แตกต่างกันในเรื่อง

1. ผู้ออกกฎ กฎหมายมีรัฐาธิปัตย์เป็นผู้ออก ในขณะที่กฎเกณฑ์แห่งศีลธรรมมีศาสดาเป็นผู้ออก

2. ข้อบังคับและสภาพบังคับ กฎเกณฑ์แห่งศีลธรรมมีลักษณะเป็นแค่ข้อเสอะแนะ ไม่ใช่บังคับและไม่มีโทษหากฝ่าฝืน



ถึงแม้จะมีความผิดแผกระหว่างกฎเกณฑ์แห่งศีลธรรมและกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองสิ่งจะมาบรรจบกันในรูปแบบของ "กฎหมาย"ไม่ได้...

กฎเกณฑ์แห่งศีลธรรมบางอย่างก็ถูกหยิบยืมมาใช้เป็นกฎหมายเหมือนกัน (Mala in se) เช่น ห้ามผู้ใดฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

(ข้อห้ามทางกฎหมายที่มิอาจบรรจบกับกฎเกณฑ์แห่งศีลธรรมได้ เราเรียกว่า Mala prohibita คือ ผิด เพราะ กฎหมายห้ามเท่านั้น มิใช่เพราะ กฎเกณฑ์แห่งศีลธรรม)




อ้างอิง :คำบรรยายเนติบัณฑิตยสภา (ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เรวัต ฉ่ำเฉลิม )
http://eportfolio.hu.ac.th/

2553-01-28

บทนำ : เปิดตัว

จำได้ว่าเมื่อไม่นานนี้ผู้เขียนเพิ่งจะทำการสอบ admission จนเข้าสู่มหาลัยที่ใฝ่ฝันได้

แต่พอลองมาคำนวณดูอีกที อืม...ก็ผ่านมาเกือบ 4 แล้วนะเนี่ย

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com



ความรู้สึกแรกที่ก้าวเข้ามาเรียนในฐานะนักเรียนกฎหมายยังจำได้ไม่ลืม

...เริ่มจากตื่นเต้นเมื่อรู้ผลประกาศสอบจนนอนไม่หลับ

เห่อกับเสื้อผ้านิสิตที่ไม่เคยใส่มาก่อน

กับตำราเล่มใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคย "เหย...เยอะขนาดนี้เชียว"

...เรียนๆ เล่นๆ มาชั่วอึดใจ อ้าว...นี่เราจะจบปริญญาตรีแล้ว...!

จะครบ 4 ปีแล้ววววว....

...

ตอนแรกๆ ผู้เขียนก็อดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมสถาบันที่เราศึกษาจึงไม่ยอมให้เราเรียนจบได้ใน 3 ปี หรือ 3 ปีครึ่งอย่างมหาลัยอื่นเสียบ้าง

จะได้ใช้เวลาที่เพิ่มเพื่อทดเวลาในการเรียนในระดับต่อยอดขึ้นไป

มาวันนี้ผู้เขียนกลับไม่ได้รู้สึกแบบเคย กลับรู้สึกภาคภูมิเสียมากกว่า

เพราะมันคุ้มค่าเหลือเกินกับเวลาที่เราใช้ลงทุนเรียนที่นี่...


ได้พบครูบาที่ทรงคุณวุฒิ เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

ได้เปิดโลกทรรศ์ใหม่ๆ

ตลอดจนได้พบมิตรภาพที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว...รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com



สำหรับการจัดทำ blog นี้ ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมทบทวนความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา

และเผยแพร่แก่ผู้อ่านอื่นทั้งหลายเพื่อสานต่อบทเรียนกันเรื่อยไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่บ้างก็น้อย (เหมือนกำลังเขียนคำนำในรายงานเลยแฮะ)




ท้ายที่สุด ขอขอบพระคุณบุพการีทุกท่านที่ได้ก่อร่างสร้างผู้เขียนให้มาเป็นผู้เขียนได้อย่างทุกวันนี้ ^ ^